ISO 14001

ISO 14001 คือ มาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (Environmental management System) ซึ่งใช้เป็นแนวทางให้องค์กรหรือหน่วยงานสามารถจัดการระบบขององค์กรเพื่อให้บรรลุนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่กำหนดไว้ ดังนั้นระบบการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมจึงเป็นระบบที่มีโครงสร้างหน้าที่ ความรับผิดชอบที่ชัดเจนมีวิธีการ กระบวนการและทรัพยากรอย่างเพียงพอในการดำเนินการ ภายใต้หลักเกณฑ์ คือ การวางแผน (Planning) การนำแผนไปปฏิบัติ (Doing) การตรวจสอบ (Checking) และการ ทบทวน (Action)

ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมหรือ ISO 14001 จึงเป็นมาตรฐานสากลที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาองค์กรให้ก้าวหน้าและเป็นที่ยอมรับทั้งในเชิงพาณิชย์และสังคม เนื่องจากการดำเนินการของระบบจะช่วยให้องค์กรสามารถวางนโยบายและวัตถุประสงค์ ข้อกำหนด กฎระเบียบต่าง ๆ ด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงองค์กรสามารถควบคุมและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ อันอาจจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดจนกระบวนการทำงานอื่น ๆ ได้ การที่องค์กรมีความมุ่งมั่นและนำระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมหรือ ISO 14001 มาใช้นั้น ก็จะทำให้องค์กรได้รับประโยชน์อย่างมากในฐานะที่เข้าไปมีบทบาทสำคัญต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมทั้งในระดับ องค์กรและสังคมภายนอก

ประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับจากการนำระบบ ISO 14001 ไปปฏิบัติ ได้แก่

  1. องค์กรสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ เนื่องจากจะทำให้องค์กรสามารถวางแผนการใช้ทรัพยากร และพลังงานให้น้อยลง และลดค่าใช้จ่ายในการแก้ปัญหาและการบำบัดของเสียได้
  2. ช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางการค้า โดยเฉพาะคู่ค้าหรือคู่แข่งทางการค้าที่มุ่งประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมควบคู่กับประเด็นคุณภาพอื่น ๆ
  3. องค์กรจะเป็นที่ยอมรับและได้รับความเชื่อถือ ความไว้วางใจจากสังคม สถาบันและหน่วยงานต่าง ๆ มากขึ้น เช่น เป็นที่เชื่อถือของสถาบันการเงินและเพิ่มความเชื่อมั่นสำหรับผู้ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์หรือผู้ลงทุน เป็นต้น
  4. เกิดสัมพันธภาพอันดีต่อสังคมภายนอก เนื่องจากการผลิต การบริการขององค์กรไม่มีผลกระทบต่อชุมชนหรือสังคมภายนอกอื่น ๆ
  5. องค์กรสามารถสร้างชื่อเสียงและภาพลักษณ์ที่ดีได้

ISO 45001

ISO 45001 เป็นมาตรฐานเกี่ยวกับระบบบริหารด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการประกอบอาชีพซึ่งเป็นที่ ยอมรับ ในระดับสากล มาตรฐานนี้เผยแพร่ในเดือนกรกฎาคม ปี 2007 ซึ่งมีผลบังคับใช้แทน ISO 45001 โดยมีจุด มุ่งหมายเพื่อประกาศข้อมูลด้านสุขภาพและความปลอดภัยในการประกอบอาชีพ (OH&S) มากกว่าการแจ้งข้อมูลความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์

ISO 45001 ช่วยพัฒนาโครงสร้างการทำงานขององค์กรเพื่อการบริหารงาน ด้าน OH&S อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งรวมถึงการปฏิบัติตาม ข้อกฎหมายที่ควบคุมกิจกรรมทางธุรกิจและระบุถึง อันตรายที่อาจเกิดขึ้น มาตรฐานนี้เหมาะสมกับองค์กรทุกแห่งที่ต้องการขจัดหรือ ลดความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับพนักงานและผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ ที่อาจ รับความเสี่ยงด้าน OH&S ที่เกิดจากกิจกรรมขององค์กร

องค์กรที่ดำเนินการตามมาตรฐาน ISO 45001 จะมีโครงสร้างการบริหารที่ชัดเจนซึ่งกำหนดอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ รวมถึงวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนเพื่อการพัฒนา พร้อมผลลัพธ์ที่วัดได้และการประเมินความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ

ประโยชน์ของการประยุกต์ใช้ระบบ ISO 45001 คือ

  1. ความพึงพอใจของลูกค้า– จากการให้บริการผลิตภัณฑ์ ที่สนองความต้องการลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมปกป้อง สุขภาพและทรัพย์สินของพวกเขา
  2. ลดต้นทุนในการดำเนินการ– โดยลดการสูญเสียเวลา ในการผลิตเนื่องจากอุบัติเหตุและการเจ็บป่วย พร้อมลด ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการเสียค่าธรรมเนียมและการชดเชยความ เสียหาย
  3. เพิ่มความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนร่วมกับผลประโยชน์– โดย ปกป้องสุขภาพและทรัพย์สินของพนักงาน ลูกค้า และซัพพลายเออร์
  4. การปฏิบัติตามกฎหมาย– โดยการทำความเข้าใจว่ากฎข้อบังคับ ต่างๆ นั้นมีผลกระทบกับองค์กรและลูกค้าขององค์กร อย่างไร
  5. เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยง– ด้วยการระบุ อุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นให้ชัดเจน และดำเนินมาตรการควบคุม และแก้ไขต่างๆ
  6. เป็นการรับรองทางธุรกิจที่น่าเชื่อถือ – โดยการให้หน่วยงาน อิสระเป็นผู้ตรวจสอบรับรองกับมาตรฐานที่ผ่านการยอมรับ โอกาสในการสร้างลูกค้ามากขึ้น – โดยเฉพาะเมื่อลูกค้า ได้กำหนดเงื่อนไขในการจัดซื้อว่าจะต้องผ่านมาตรฐานใน ระดับหนึ่ง

เศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และประเทศไทย 4.0

ยุคสมัยนี้ไม่ว่าจะหันไปทิศทางไหน เรามักจะได้ยินคำว่า 4.0 อยู่เสมอๆ คุ้นเคยที่สุดก็น่าจะเป็นเรื่องของประเทศไทย 4.0 ซึ่งถือเป็นนโยบายล่าสุดของรัฐบาลที่มุ่งหวังว่าจะฉุดประเทศไทยให้พ้นกับดักของประเทศรายได้ปานกลาง ทั้งนี้ก่อนที่จะเดินมาถึงจุดนี้ที่ผ่านมา เราได้ผ่านยุค 1.0 – 3.0 โดยถูกให้คำจำกัดความว่า

ในยุค 1.0 เศรษฐกิจไทยถูกขับเคลื่อนด้วยภาคเกษตรกรรม

ถัดมาเป็นยุค 2.0 เศรษฐกิจถูกขับเคลื่อนด้วย ภาคอุตสาหกรรมเบา

และ ในยุค 3.0 เป็นช่วงเวลาที่ถูกขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมหนัก และการส่งออก ซึ่งเราอยู่ในยุคนี้มาจนถึงจุดที่อิ่มตัว เห็นได้จากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเริ่มลดลงและทรงตัวที่ระดับต่ำ หากไม่หาแรงขับเคลื่อนตัวใหม่ เราก็จะไม่สามารถหลุดออกมาจากกับดักของรายได้ปานกลางได้ และในที่สุดก็จะถูกคู่แข่งแซงหน้าขึ้นไป

แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ที่รัฐบาลประกาศนำมาใช้ ก็คือ การใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หรือที่เรียกว่า Value-Base Economy ภายใต้ชื่อ “ประเทศไทย 4.0” ซึ่งการที่จะเดินไปในทางนี้ได้อย่างประสบความสำเร็จ ต้องอาศัยการร่วมมือระหว่างภาครัฐบาลและเอกชนที่มีความเข้มแข็ง
ส่วนอุตสาหกรรม 4.0 มองเผินๆ เหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งของ ประเทศไทย 4.0 แต่หากดูถึงที่มาที่ไปของอุตสาหกรรม 4.0 แล้ว พบว่าเป็นคนละเรื่องกัน อีกทั้งอุตสาหกรรม 4.0 ยังเกิดขึ้นมาก่อนนโยบายประเทศไทย 4.0 อีกด้วย โดยอุตสาหกรรม 4.0 หรือ Industry 4.0 ถือเป็นแนวทางในการปฎิวัติอุตสาหกรรมรอบใหม่ ถูกกล่าวถึงครั้งแรกในปี พ.ศ. 2556 ในฐานะนโยบายอุตสาหกรรมแห่งชาติของประเทศเยอรมันนี ซึ่งมองเห็นว่าในช่วง 20 ปีข้างหน้า อุตสาหกรรมโลกจะถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีบนเครือข่ายอินเตอร์เนต ที่ทำให้เกิดการเชื่อมโยงสื่อสารได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ไม่ว่าจากคนสู่คน คนสู่เครื่องจักร และ เครื่องจักรสู่เครื่องจักร ซึ่งระบบดังกล่าวจะช่วยเพิ่มทั้งประสิทธิภาพ และ ประสิทธิผลในห่วงโซ่อุตสาหกรรม ในฐานะของนักลงทุน ผู้เขียนเห็นว่าควรมองการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ในฐานะที่เป็นโอกาสอันดีสำหรับการลงทุน เนื่องจากการปฎิวัติอุตสาหกรรม แต่ละครั้งที่ผ่านมาล้วนทำให้เกิดการยกฐานขึ้นของขนาดอุตสาหกรรม กล่าวคือ

ในยุคเริ่มแรกการดำรงชีพของมนุษย์ส่วนใหญ่อยู่ภายใต้สังคมเกษตรกรรม การผลิตสินค้าต่างๆที่นำออกมาซื้อขายแลกเปลี่ยนก็มักทำกันในระบบครัวเรือน การปฎิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 1 หรืออาจเรียกว่า Industry 1.0 เป็นการปรับจากการผลิตในครัวเรือน มาเป็นการดำเนินการโดย พ่อค้า – นายทุน โดยจะทำหน้าที่ลงทุนรวบรวมสินค้า หรือจ้างแรงานในการผลิตสินค้าขึ้นมา แล้วนำไปขายต่อ ซึ่งไม่มีความซับซ้อน กระบวนการผลิตก็จะใช้ แรงงานคน แรงงานสัตว์ ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งในช่วงเวลาต่อมา ก็ได้มีการคิดค้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต โดยการนำเครื่องจักรที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไอน้ำมาใช้งาน ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ การเปลี่ยนแปลงจากการผลิตในครัวเรือนมาสู่การผลิตในระบบนายทุน และการนำเครื่องจักรที่ขับเคลื่อนด้วยพลังไอน้ำ มาใช้ ทำให้เกิดผลผลิตที่สูงขึ้นอย่างมาก ถือได้ว่าเป็นยุคของ อุตสาหกรรม 1.0

การปฎิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 2 หรือ Industry 2.0 เป็นการยกระดับอุตสาหกรรมการผลิตขึ้นมาอีกหนึ่ง โดยมีการเปลี่ยนแปลงใน 2 ส่วนที่สำคัญคือการนำระบบสายพาน มาใช้ในสายการผลิตทำให้สามารถเพิ่มผลผลิตขึ้นมาได้อย่างมาก เห็นได้ชัดเจนในส่วนของอุตสาหกรรมยานยนต์ นำโดยค่ายรถยนต์ Ford และขยายออกไปสู่อุตสาหกรรมอื่นๆ สำหรับพลังงานที่ใช้ขับเคลื่อนเครื่องจักร ก็ได้ปรับเปลี่ยนจาก พลังงานไอน้ำ มาเป็นพลังานไฟฟ้า พัฒนาการทั้ง 2 ส่วน ทำให้อุตสาหกรรมสามารถผลิตสินค้าที่เหมือนๆ กันได้เป็นจำนวนมาก หรือที่เรียกว่า Mass Product

การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 หรือ Industry 3.0 เป็นยุคที่เริ่มนำคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้งานในอุตสาหกรรม และพัฒนาให้สายการผลิตที่เป็นอยู่ในยุค Industry 2.0 กลายเป็นสายการผลิตอัตโนมัติ มีการนำหุ่นยนต์เข้ามาใช้ในกระบวนการผลิต ทำให้สามารถเพิ่มผลผลิตขึ้นมาได้อีกระดับหนึ่ง และที่สำคัญ ทำให้สามารถผลิตสินค้าที่มีความซับซ้อนเพิ่มเติมขึ้นมาได้ แต่อย่างไรก็ตามการนำระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ในงานอุตสาหกรรมยังทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ และมีลักษณะที่เป็น Stand Alone โดยยังขาดการเชื่อมโยงระหว่างกัน

สำหรับการปฎิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 หรือ Industry 4.0 เป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบนเครือข่ายอินเตอร์เนต ที่ทำให้เกิดการเชื่อมโยงสื่อสารได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับภาคอุตสาหกรรม โดยทำให้มนุษย์ กับเครื่องจักร รวมถึง เครื่องจักร กับ เครื่องจักร สามารถเชื่อมต่อกันได้ หรือเป็นแนวคิดที่เรียกว่า Internet of Things ซึ่งน่าจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายประการทั้งในอุตสาหกรรม ตลอดจนรูปแบบการดำรงชีวิตของบุคคล ยกตัวอย่างเช่น

  • การผลิตสินค้าและบริการที่สามารถตอบสนองความต้องการเฉพาะของแต่ละบุคคลได้มากขึ้น และผลิตได้ด้วยต้นทุนที่ลดต่ำลง ด้วยปรับโรงงานให้เป็น Smart factory ผ่านการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น เทคโนโลยีการพิมพ์แบบ 3D ส่วนในภาคบริการ ก็จะทำให้บริการหลายประเภท ซึ่งที่ผ่านมาถูกสร้างเพื่อตอบสนองความต้องการกับสาธารณชน สามารถปรับให้ตอบสนองความต้องการของแต่ละบุคคลซึ่งไม่เหมือนกันได้ ที่เห็นได้ชัดในปัจจุบันก็เช่น การดูโทรทัศน์ ซึ่งในอดีตมีทางเลือกไม่มาก แต่ปัจจุบันนอกจากมีจำนวนช่องทีวีที่มากและหลายหลายขึ้นแล้วยังมี TV on Demand ในอนาคต ก็อาจะเป็นไปได้ว่า เราไปชมภาพยนตร์กับเพื่อนในโรงภาพยนต์เดียวกัน แต่สามารถที่จะชมภาพยนตร์คนละเรื่องกันได้ เป็นต้น
  • ความรวดเร็วในการตอบสนองความต้องการสินค้า ทำได้อย่างรวดเร็ว ตัวอย่างในเบื้องต้นที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบันก็เช่น การให้บริการทางการเงินผ่านคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งนอกจากจะรวดเร็วแล้วยังเสียค่าใช้จ่ายที่ต่ำลงมากด้วย เช่น การโอนเงินผ่าน Prompt Pay เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีระบบ Online Shopping หรือ TV Shopping ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว ส่วนในระบบอุตสาหกรรม การที่ Suppliers สามารถตอบสนองความต้องของโรงงานได้อย่างรวดเร็ว ก็น่าจะทำให้ภาระในการจัดเก็บสินค้าคงคลังลดลงไปได้มาก
  • การเชื่อมต่อระหว่าง Supply Chain ตลอดสาย ให้ทำงานสอดคล้องกับ Demand ซึ่งจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต และทำให้สินทรัพย์ที่มีประสิทธิภาพในการสร้างรายได้ที่ดีขึ้น อย่างเช่น ระบบการเรียกใช้บริการรถโดยสารผ่าน Application บนโทรศัพท์เคลื่อนที่ การนำห้องพักที่ว่างออกปล่อยเช่า และการจองห้องพัก ผ่าน Applications หรือบน Website เป็นต้น ซึ่งเป็นแนวทางที่ทำให้สินทรัพย์ที่มีอยู่ถูกนำมาใช้ทำประโยชน์ได้มากขึ้น และทำให้ผู้ใช้บริการเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
  • การเกิดขึ้นของธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งอาจทำให้ธุรกิจเดิมที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางต้องพบกับคู่แข่งที่น่ากลัว และหากไม่ปรับตัวก็อาจถูกขจัดออกไปจากวงจรธุรกิจ เนื่องจากเทคโนโลยีการสื่อสารที่ก้าวหน้าทำให้การติดต่อกันโดยตรงระหว่างผู้ขายสินค้า – บริการ กับผู้ซื้อสินค้า – บริการ พบกันง่ายขึ้น เช่น เกษตรกร สามารถขายผลผลิตโดยตรงให้กับผู้บริโภคได้ ผู้ที่ต้องการซื้อบ้าน – รถยนต์ ก็มีช่องทางที่จะเข้าติดต่อกับผู้ที่มีความต้องการได้โดยตรง และต่อไปธุรกิจการเงิน ที่เคยมีตัวกลางเชื่อมโยงระหว่าง ผู้ที่มีเงินทุนเหลือ กับผู้ที่ต้องการใช้เงินทุน บทบาทของตัวกลางก็อาจถูกลดทอนลงได้ในอนาคต หากไม่มีการปรัวตัว ทั้งนี้รวมถึงนายหน้าในการซื้อขายหลักทรัพย์ ซึ่งปัจจุบันพบว่าปริมาณการซื้อขายโดยตรงผ่านระบบอินเตอร์เนตมีมากกว่าการซื้อขายระบบเดิม

นอกจากที่กล่าวมาแล้วยังมีพัฒนาการอีกมากมายที่จะเกิดขึ้น ซึ่งจากนี้ไปต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะสิ่งที่จะเกิดขึ้นจะเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการผลิต – การค้าอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะมีทั้งผู้ที่ได้ประโยชน์ และเสียประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลง และหากมองในมุมของนักลงทุน ก็ต้องเตรียมตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงให้ดี ซึ่งมองในเชิงบวก ก็จะเป็นการสร้างโอกาสในการทำกำไรได้ในอนาคต แต่ขณะเดียวกัน หากขาดการเตรียมตัวที่ดีพอก็จะนำไปสู่ความเสี่ยงอย่างมากเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบัน

สำหรับประเทศไทยแล้ว การประกาศนโยบาย ประเทศไทย 4.0 หรือ Thailand 4.0 เพื่อที่จะยกเครื่องทุกภาคส่วนให้สามารถหน้าวิ่งไปข้างหน้าพร้อมกัน สู่เป้าหมายข้ามพ้นกับดักรายได้ปานกลาง โดยรัฐบาลออกมาตรการต่างๆ มาสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุน สร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการลงทุนผ่านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาคุณภาพการศึกษา เป็นต้น ถือเป็นเรื่องที่มีส่วนช่วยอย่างมากที่จะทำให้ภาพรวมของภาคอุตสาหกรรมในประเทศก้าวไปสู่การเป็นอุตสาหกรรม 4.0 ได้เร็วยิ่งขึ้น สำหรับในแง่มุมของบริษัทจดทะเบียน ประเมินว่าพัฒนาการที่จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาจากนี้ไป น่าจะเห็นการการเดินหน้าเข้าสู่วัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ โดยการลงทุนส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้น น่าจะเป็นเรื่องของระบบเทคโนโลยีที่จะเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน รวมถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าที่มีอยู่ ผ่านการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งการปรับตัวในช่วงที่เป็นรอยต่อในปัจจุบัน จะเป็นตัวชี้วัดว่าในอนาคต 10 – 20 ปีข้างหน้า ใครจะรุ่งโรจน์ หรือ ใครจะร่วงโรย


ที่มา : www.industrialnew.com

ISO 22000 : 2005 ระบบบริหารจัดการด้านความปลอดภัยห่วงโซ่อาหาร

มาตรฐานระบบการจัดการด้านความปลอดภัยอาหาร ISO 22000 : 2005 มีการกำหนดกรอบร่างของข้อกำหนดต่างๆ ที่สามารถนำไปใช้ได้ทั่วโลก ซึ่งมาตรฐานนี้ได้ถูกพัฒนาขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญจากอุตสาหกรรมอาหาร ตัวแทนขององค์กรระหว่างประเทศต่างๆ และจากการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับ The Codex Alimentations Commission ที่ถูกจัดตั้งขึ้นจากการ่วมมือกันระหว่าง The United Nations Food and Agriculture Organization (FAO) และ The World Health Organization (WHO) เพื่อที่จะพัฒนามาตรฐานสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร

ประโยชน์หลักที่จะได้รับจากการมีระบบการจัดการด้านความปลอดภัยของอาหาร ISO 22000 คือเป็นเรื่องง่ายสำหรับองค์กรที่ทำระบบ HACCP : Hazard Analysis and Critical Control Point ให้ใช้มาตรฐานเดียวกันทั่วโลกโดยไม่มีความแตกต่างอันเนื่องมาจากประเทศซึ่งเป็นแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์อาหาร

มาตรฐาน ISO 22000 ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้องค์กร และบริษัททั้งหลายในห่วงโซ่อาหารได้จัดทำการจัดการด้านความปลอดภัยของอาหาร ซึ่งอาจจะเริ่มต้นจาก ผู้ผลิตอาหารสัตว์ (Feed Producers), ผู้ผลิตขั้นต้น (Primary Producers), ผู้ผลิตและแปรรูปอาหาร (Food Manufacturers), ผู้ที่ทำการขนส่ง และจัดเก็บ (Transport and Storage Operators) และผู้ขายอาหาร (Food Service Outlets) ไปจนถึงบริษัทที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เช่น ผู้ผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ วัสดุบรรจุหีบห่อ สารเคมีสำหรับทำความสะอาด และส่วนประกอบอื่นๆ ที่ใช้ในการผลิต และแปรรูปอาหาร

มาตรฐานเกี่ยวกับการจัดการด้านความปลอดภัยของอาหารจึงได้กลายเป็นเรื่องจำเป็นเนื่องจากการเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากอาหารเป็นพิษมีเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้ว และประเทศที่กำลังพัฒนา นอกจากนั้นอันตรายต่อสุขภาพและความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นมาจากการบริโภคอาหารที่ไม่สะอาด นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของรายจ่ายในการรักษา การขาดงาน การประกันสุขภาพ และเงินชดเชยทางกฎหมาย

HACCP ระบบประกันคุณภาพด้านความปลอดภัยของอาหาร

HACCP เป็นระบบการประกันคุณภาพด้านความปลอดภัยของอาหาร โดยการบ่งชี้ การประเมิน และการควบคุมอันตราย ของอาหารที่อาจเกิดขึ้นกับผู้บริโภค ตั้งแต่วัตถุดิบ กระบวนการผลิต การขนส่งจนถึงมือผู้บริโภค รวมทั้งการสร้างระบบการควบคุมการผลิตเพื่อกำจัด หรือลดสาเหตุที่จะทำให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค ระบบ HACCP เป็นระบบควบคุมซึ่งเน้นการป้องกันอันตรายในกระบวนการ มากกว่าการทดสอบที่ผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย ซึ่งสามารถทำให้ท่านสามารถบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งความปลอดภัยทางด้านอาหาร และความมีประสิทธิผลในมุมมองด้านค่าใช้จ่าย

HACCP ได้ให้หลักการพื้นฐานที่ซึ่งมีการประยุกต์ใช้กับกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับอาหาร ดังนั้นไม่ว่าอุตสาหกรรมของท่านจะเกี่ยวข้องกับ การจัดเก็บ บริการ ขนส่ง ทำการผลิต ทำการเตรียม ท่านสามารถทำการประยุกต์ใช้ระบบ HACCP ได้ด้วยระบบ HACCP ท่าน ลูกค้าของท่าน พนักงาน รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถมั่นใจในความปลอดภัยของอาหารในห่วงโซ่ดำเนินการต่างๆ

ประโยชน์ของระบบ HACCP

  1. ลดความเสี่ยงในการปนเปื้อนของอาหาร การเรียกสินค้าคืนกลับ และการปฏิบัติตามกฎหมาย
  2. เป็นระบบที่เปลี่ยนการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย เป็นระบบการป้องกันปัญหาตามหลักการประกันคุณภาพ
  3. ระบบ HACCP เป็นระบบที่สามารถใช้ควบคุมอันตรายจากจุลินทรีย์ สารเคมี และสิ่งแปลกปลอมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่สิ้นเปลือง
  4. ช่วยป้องกันการสูญเสีย จากการที่ผลิตภัณฑ์เกิดการปนเปื้อน หรือไม่เป็นไปตามข้อกำหนด
  5. เป็นระบบที่สามารถใช้ร่วมกับระบบคุณภาพอื่นๆ
  6. ระบบ HACCP ในมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ว่าสามารถใช้สร้างความมั่นใจในการผลิตอาหารให้ปลอดภัย
  7. สร้างความแตกต่างในการแข่งขันในตลาดทั้งภายในประเทศ และต่างประเทศ

CODEX GMP ระบบจัดการด้านสุขลักษณะที่ดีในการผลิต

GMP (Good Manufacturing Practice) หรือ หลักเกณฑ์วิธีการที่ดีสำหรับการผลิต เป็นการจัดการสภาวะแวดล้อมขั้นพื้นฐานของกระบวนการผลิต เช่น การควบคุมสุขลักษณะส่วนบุคคล การควบคุมแมลงและสัตว์นำโรค การออกแบบโครงสร้างอาคารผลิต รวมถึงเครื่องจักรอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิต เป็นต้น ซึ่งเน้นการป้องกันมากกว่าการแก้ไข เป็นระบบการจัดการด้านความปลอดภัยของอาหารขั้นพื้นฐาน (Food Safety Management System) คือ การจัดการเพื่อไม่ให้อาหารก่อผลกระทบต่อผู้บริโภค เมื่ออาหารนั้นถูกเตรียม หรือบริโภค

ระบบดังกล่าวนี้ ได้เริ่มนำเอามาใช้กันเป็นครั้งแรกในสหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ. 2541 หลังจากนั้นระบบนี้ก็ได้แพร่หลายออกไปในประเทศต่างๆ ในที่สุดก็ได้มีการนำเอาระบบ GMP นี้เข้ามาใช้ในโครงการกำหนดมาตรฐานด้านอาหารระหว่างประเทศ ซึ่งมีลักษณะเป็นคำแนะนำ และหลักการทั่วไปของสุขอนามัยของอาหาร สำหรับประเทศต่างๆ ซึ่งมีชื่อเป็นภาษาลาตินว่า Codex Alimentarius อันมีความหมายว่า Food Code หรือ Food Law ที่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) กับองค์การอนามัยโลก (WHO) ร่วมกันจัดทำอยู่ด้วย ซึ่งในที่สุดก็ได้ผลออกมาเป็นข้อแนะนำระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับหลักการทั่วไปว่าด้วยสุขลักษณะอาหาร (Recommended International Code of Practice : General Principles of Food Hygiene CAC/RCP 1-1969, Rev. 4-2003)

ประโยชน์ของการรับรองระบบ GMP Codex

  1. ลดความเสี่ยงในการปนเปื้อนของอาหาร การเรียกสินค้าคืนกลับ และการปฏิบัติตามกฎหมาย
  2. เป็นระบบที่เปลี่ยนการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย เป็นระบบการป้องกันปัญหาตามหลักการ ประกันคุณภาพ
  3. ระบบ GMP เป็นระบบที่สามารถใช้ควบคุมอันตรายจากจุลินทรีย์ สารเคมี และสิ่งแปลกปลอมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่สิ้นเปลือง
  4. ช่วยป้องกันการสูญเสีย จากการที่ผลิตภัณฑ์เกิดการปนเปื้อน หรือไม่เป็นไปตามข้อกำหนด
  5. แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในความรับผิดชอบต่อความปลอดภัยพื้นฐานของอาหาร
  6. เพื่อสร้างความพร้อมของระบบสู่การรับรอง HACCP
  7. สร้างความเชื่อมั่นและสร้างความแตกต่าง ในการแข่งขันในตลาดภายในประเทศ และต่างประเทศ

ISO 22716 : 2007 ระบบจัดการด้านสุขลักษณะที่ดีในการผลิตเครื่องสำอาง

ภายในวันที่ 11 กรกฎาคม 2556 ระบบเบียบใหม่ของสหภาพยุโรป (EC) No. 1223/2009 กำหนดให้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ต้องการจำหน่ายภายในสหภาพยุโรป จะต้องผลิตตามระบบจัดการสุขลักษณะที่ดีในการผลิตสำหรับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง (GMP for Cosmetics) โดยผู้ผลิตเครื่องสำอางควรเตรียมความพร้อมสำหรับระเบียบข้อบังคับใหม่นี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียโอกาสด้านการค้า

วิธีหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงการปฏิบัติตามมาตรฐาน GMP for Cosmetics คือการใช้มาตรฐานสากล ISO 22716:2007 ซึ่งแนะนำแนวทางการจัดการระบบการจัดเก็บเอกสาร, การควบคุมการผลิต, การควบคุมการจัดเก็บและการขนส่งของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง รวมถึงแนวทางในการจัดการกับปัจจัยต่างๆ ที่สามารถส่งผลกระทบต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง

จากประสบการณ์ของทีมตรวจประเมิน ในอุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม ทางบริษัทฯ พร้อมที่จะนำความรู้ในเชิงลึกของกระบวนการผลิตและระบบมาตรฐาน GMP for Cosmetics มาใช้ในการตรวจประเมินให้กับผู้ผลิตเครื่องสำอาง เพื่อช่วยแก้ปัญหาและพัฒนาปรับปรุงวิธีการปฏิบัติของลูกค้า เพื่อให้สอดคล้องตามกฎระเบียบใหม่ของสหภาพยุโรป

ระบบมาตรฐาน ISO 22716:2007 ยังสามารถตรวจประเมินร่วมกับระบบมาตรฐานอื่นๆ เช่น ISO 9001 และ ISO 14001 เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่าย รวมทั้งประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย อีกทั้งช่วยป้องกันความสูญเสียโอกาสทางด้านการค้าของบริษัทฯ ของท่าน

ISO 9001 ระบบบริหารจัดการด้านคุณภาพ

ISO เป็นตัวย่อขององค์กรระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน (International Organization for Standardization) ซึ่งมีสำนักงานตั้งอยู่ที่กรุงเจนีวา ประเทศ สวิสเซอร์แลนด์ เป็นองค์กรที่ประกอบด้วยตัวแทนในแต่ละประเทศ รับผิดชอบในการจัดทำมาตรฐานสากลต่างๆ

มาตรฐาน ISO 9001 ระบุข้อกำหนดที่จำเป็นในระบบบริหารคุณภาพ โดยมุ่งสร้างความพึงพอใจต่อลูกค้าอย่างเป็นระบบ มากกว่าการมุ่งเน้นทดสอบ ตรวจสอบในผลิตภัณฑ์หรือบริการด้วยการมุ่งส่งเสริมให้มีการนำเอาแนวทางการจัดการโดยมองแบบกระบวนการ

โดยธรรมชาติแล้ว แต่ละองค์การธุรกิจย่อมประกอบขึ้นจากหลายๆ หน่วยงานที่มีกิจกรรมแตกต่างกันโดยดำเนินงานเชื่อมประสานสอดรับกันภายใต้กรอบวัตถุประสงค์เดียวกัน ด้วยกฎเกณฑ์ หรือกติกาในการทำงานอันเดียวกัน ดังนั้น องค์การที่มุ่งสู่การดำเนินงานอย่างมีประสิทธิผลย่อมต้องระบุชี้แต่ละกิจกรรมหรือกระบวนการย่อยๆ ทั้งหลายในองค์การอย่างชัดเจนและบริหารบรรดากระบวนการต่างๆ เหล่านี้อย่างมีประสิทธิผล เพราะสิ่งป้อนออก (ผลิตผล) จากกระบวนการหนึ่งอาจจะเป็นสิ่งป้อนเข้าให้แก่อีกกระบวนการหนึ่ง (ที่อยู่ถัดไปก็ได้) การระบุชี้กระบวนการและการบริหารกระบวนการทั้งหมดในองค์การอย่างเป็นระบบ รวมถึง การจัดการด้านปฏิสัมพันธ์อันเหมาะสมระหว่าง กระบวนการทั้งหลายภายในองค์การเช่นนี้ อาจเรียกได้ว่าเป็น “การจัดการด้านคุณภาพโดยการมองแบบกระบวนการ” หรือ “Process approach to quality management

การตัดสินใจในการประยุกต์ใช้ระบบ ISO 9001 อย่างจริงจัง สิ่งที่ท่านจะได้จากระบบมีดังนี้

  1. ช่วยให้นักบริหาร มีมาตรการขั้นตอนปฏิบัติที่เป็นมาตรฐาน และโครงสร้างในทางปฏิบัติ ช่วยป้องกันข้อบกพร่อง และง่ายต่อการตรวจสอบผลงานตามนโยบายหรือแผนงาน ตลอดจนเป็นแนวทางให้ง่ายต่อการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
  2. มีมาตรฐานการปฏิบัติงานที่ระบุนโยบาย วิธีปฏิบัติที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจน ไม่คลุมเครือทำให้ง่ายต่อการปฏิบัติงานให้สำเร็จตามเป้าหมาย สร้างขวัญกำลังใจในการทำงาน เป็นรูปแบบที่เป็นรูปธรรม
  3. เป็นเครื่องมือตรวจสอบในองค์กร ช่วยป้องกันมิให้นโยบายเป็นอัมพาตเนื่องจากขาดระบบรองรับ
  4. มีระบบในการดักจับปัญหา มีระบบในการลดการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพิ่มการป้องกันหรือกำจัดปัญหาที่ต้นเหตุ เพื่อลดการเกิดปัญหาซ้ำซากและมุ่งสู่การปรับปรุงคุณภาพขององค์กร
  5. ลดค่าใช้จ่าย ประหยัดเวลาในการทำงาน ลดความบกพร่อง และจำนวนการผลิตสินค้าหรือบริการที่ไม่ได้มาตรฐาน เนื่องจากข้อกำหนด ความต้องการ ความคาดหวังของลูกค้าจะถูกระบุพร้อมมีกระบวนการในการสร้างความเข้าใจในองค์กร
  6. มีระบบในการเพิ่มประสิทธิภาพและลดจำนวนแรงงาน จากที่มีระบบที่ทำให้บุคลากรทีมีพื้นฐานการศึกษาที่ไม่สูงนักก็ทำงานได้ดีไม่บกพร่อง
  7. ขวัญกำลังใจในองค์กรสูงขึ้นเนื่องจากพนักงานทราบว่างานที่ต้องกระทำนั้นทำอย่างไร พนักงานทราบว่าหัวหน้าและวัตถุประสงค์ของงานคืออะไร

Environmental Management System Auditor / Lead Auditor

หลักสูตรนี้เหมาะสำหรับ ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เป็น EMR , ผู้ที่รับผิดชอบการตรวจ ประเมินเพื่อให้การรับรอง (3rd Party Auditor), การตรวจประเมินผู้ส่งมอบ (2rd Party Auditor) รวมถึงเจ้าหน้าที่ ที่รับผิดชอบในการทำระบบ การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม

หลักสูตรได้ถูกออกแบบ มาเพื่อให้ผู้เข้าฝึกอบรม ได้รับความรุ้และทักษะที่จำเป็นสำหรับการตรวจประเมินระบบการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐาน ISO 14001:2015 ตามแนวทางของมาตรฐานการตรวจ ISO 19011 เพื่อใช้แนวทางในการตรวจประเมินระบบ รวมทั้งใช้เป็นข้อมูลในการจัดทำระบบให้สอดคล้องกับแนวทางของการตรวจประเมิน เพื่อขอการรับรอง

การอบรมครอบคลุมถึงหัวข้อต่อไปนี้

  • การฝึกประสบการณ์ในการตรวจประเมิน
  • บทบาทและหน้าที่ความรับผิดชอบในการตรวจประเมิน
  • การรายงานความไม่สอดคล้องและข้อสังเกต
  • การเข้าถึงกระบวนการในการตรวจประเมิน
  • การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
  • การวางแผนในการตรวจประเมิน
  • การเตรียมรายงานการตรวจประเมิน
  • การชี้บ่งและประเมินประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อม
  • กระบวนการให้การรับรอง
  • การดำเนินการสอดคล้องตามกฎหมาย
  • การขึ้นทะเบียนกับ IRCA
  • การป้องกันมลภาวะ
  • แบบทดสอบของ IRCA

ผู้ควรเข้ารับการอบรม

  • องค์กรที่เตรียมตัวในการเข้าสู่ระบบมาตรฐาน ISO 14001
  • ผู้ที่ประสงค์จะขึ้นทะเบียนเป็นผู้ตรวจประเมินระบบมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม (EMS)
  • ผู้ตรวจประเมินหรือหัวหน้าผู้ตรวจประเมินที่ต้องการเพิ่มความรู้และขอบเขตการตรวจประเมิน
  • ผู้จัดการและผู้ดูแลระบบการจัดการที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินงาน ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001
  • ผู้สอนและที่ปรึกษาที่มีส่วนเกี่ยวข้องในระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม และบริการที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมสิ่งแวดล้อม

ระยะเวลาการอบรม  5 วัน

เวลาและสถานที่ : สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ mscert.margeting@gmail.com

Quality Management System Auditor / Lead Auditor

หลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรในการอบรมที่ได้รับการรับรองโดย RABQSA และ IRCA และเป็นหลักสูตรที่ได้รับการออกแบบ อย่างกระชับเพื่อให้ท่านได้รับข้อมูลในเรื่องระบบการบริหารคุณภาพและการตรวจประเมินอย่างครบถ้วน

การอบรมครอบคลุมถึงหัวข้อต่อไปนี้

-หลักสูตรการบริหารคุณภาพแบบเบ็ดเสร็จ (Total Quality Management : TQM)

-คุณภาพและหลักของการประกันคุณภาพ

– ข้อกำหนดของระบบการจัดการคุณภาพ

– การวางแผนการตรวจประเมิน ซึ่งประกอบด้วยการเตรียม Checklist และเทคนิคการตรวจประเมิน

– การดำเนินการตรวจประเมิน ซึ่งประกอบด้วย การประชุมเปิด – ปิด และการรายงานสิ่งที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด

– การรายงานสิ่งที่ตรวจพบ และการดำเนินการแก้ไขติดตาม

ผู้ควรเข้ารับการอบรม

  • องค์กรที่เตรียมตัวในการเข้าสู่ระบบมาตรฐาน iso 9001:2015
  • ผู้ที่ประสงค์จะขึ้นทะเบียนเป็นผู้ตรวจประเมินระบบมาตรฐานการจัดการคุณภาพ (QMS)
  • ผู้ตรวจประเมินหรือหัวหน้าผู้ตรวจประเมินที่ต้องการเพิ่มความรู้และขอบเขตการตรวจประเมิน
  • ผู้จัดการและผู้ดูแลระบบการจัดการที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินงานระบบบริหารคุณภาพ ISO 9001:2015
  • ผู้สอนและที่ปรึกษาที่มีส่วนเกี่ยวข้องในระบบการจัดการคุณภาพและบริการที่เกี่ยวข้อง
  • ผู้ที่ต้องการเรียนรู้เทคนิคทักษะการตรวจประเมินจากหัวหน้าผู้ตรวจสอบประเมินและผู้จัดการงานรับรองระบบบริหารโดยตรง

ระยะเวลาการอบรม  5 วัน

เวลาและสถานที่ : สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ mscert.margeting@gmail.com