เศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และประเทศไทย 4.0

ยุคสมัยนี้ไม่ว่าจะหันไปทิศทางไหน เรามักจะได้ยินคำว่า 4.0 อยู่เสมอๆ คุ้นเคยที่สุดก็น่าจะเป็นเรื่องของประเทศไทย 4.0 ซึ่งถือเป็นนโยบายล่าสุดของรัฐบาลที่มุ่งหวังว่าจะฉุดประเทศไทยให้พ้นกับดักของประเทศรายได้ปานกลาง ทั้งนี้ก่อนที่จะเดินมาถึงจุดนี้ที่ผ่านมา เราได้ผ่านยุค 1.0 – 3.0 โดยถูกให้คำจำกัดความว่า

ในยุค 1.0 เศรษฐกิจไทยถูกขับเคลื่อนด้วยภาคเกษตรกรรม

ถัดมาเป็นยุค 2.0 เศรษฐกิจถูกขับเคลื่อนด้วย ภาคอุตสาหกรรมเบา

และ ในยุค 3.0 เป็นช่วงเวลาที่ถูกขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมหนัก และการส่งออก ซึ่งเราอยู่ในยุคนี้มาจนถึงจุดที่อิ่มตัว เห็นได้จากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเริ่มลดลงและทรงตัวที่ระดับต่ำ หากไม่หาแรงขับเคลื่อนตัวใหม่ เราก็จะไม่สามารถหลุดออกมาจากกับดักของรายได้ปานกลางได้ และในที่สุดก็จะถูกคู่แข่งแซงหน้าขึ้นไป

แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ที่รัฐบาลประกาศนำมาใช้ ก็คือ การใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หรือที่เรียกว่า Value-Base Economy ภายใต้ชื่อ “ประเทศไทย 4.0” ซึ่งการที่จะเดินไปในทางนี้ได้อย่างประสบความสำเร็จ ต้องอาศัยการร่วมมือระหว่างภาครัฐบาลและเอกชนที่มีความเข้มแข็ง
ส่วนอุตสาหกรรม 4.0 มองเผินๆ เหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งของ ประเทศไทย 4.0 แต่หากดูถึงที่มาที่ไปของอุตสาหกรรม 4.0 แล้ว พบว่าเป็นคนละเรื่องกัน อีกทั้งอุตสาหกรรม 4.0 ยังเกิดขึ้นมาก่อนนโยบายประเทศไทย 4.0 อีกด้วย โดยอุตสาหกรรม 4.0 หรือ Industry 4.0 ถือเป็นแนวทางในการปฎิวัติอุตสาหกรรมรอบใหม่ ถูกกล่าวถึงครั้งแรกในปี พ.ศ. 2556 ในฐานะนโยบายอุตสาหกรรมแห่งชาติของประเทศเยอรมันนี ซึ่งมองเห็นว่าในช่วง 20 ปีข้างหน้า อุตสาหกรรมโลกจะถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีบนเครือข่ายอินเตอร์เนต ที่ทำให้เกิดการเชื่อมโยงสื่อสารได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ไม่ว่าจากคนสู่คน คนสู่เครื่องจักร และ เครื่องจักรสู่เครื่องจักร ซึ่งระบบดังกล่าวจะช่วยเพิ่มทั้งประสิทธิภาพ และ ประสิทธิผลในห่วงโซ่อุตสาหกรรม ในฐานะของนักลงทุน ผู้เขียนเห็นว่าควรมองการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ในฐานะที่เป็นโอกาสอันดีสำหรับการลงทุน เนื่องจากการปฎิวัติอุตสาหกรรม แต่ละครั้งที่ผ่านมาล้วนทำให้เกิดการยกฐานขึ้นของขนาดอุตสาหกรรม กล่าวคือ

ในยุคเริ่มแรกการดำรงชีพของมนุษย์ส่วนใหญ่อยู่ภายใต้สังคมเกษตรกรรม การผลิตสินค้าต่างๆที่นำออกมาซื้อขายแลกเปลี่ยนก็มักทำกันในระบบครัวเรือน การปฎิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 1 หรืออาจเรียกว่า Industry 1.0 เป็นการปรับจากการผลิตในครัวเรือน มาเป็นการดำเนินการโดย พ่อค้า – นายทุน โดยจะทำหน้าที่ลงทุนรวบรวมสินค้า หรือจ้างแรงานในการผลิตสินค้าขึ้นมา แล้วนำไปขายต่อ ซึ่งไม่มีความซับซ้อน กระบวนการผลิตก็จะใช้ แรงงานคน แรงงานสัตว์ ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งในช่วงเวลาต่อมา ก็ได้มีการคิดค้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต โดยการนำเครื่องจักรที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไอน้ำมาใช้งาน ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ การเปลี่ยนแปลงจากการผลิตในครัวเรือนมาสู่การผลิตในระบบนายทุน และการนำเครื่องจักรที่ขับเคลื่อนด้วยพลังไอน้ำ มาใช้ ทำให้เกิดผลผลิตที่สูงขึ้นอย่างมาก ถือได้ว่าเป็นยุคของ อุตสาหกรรม 1.0

การปฎิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 2 หรือ Industry 2.0 เป็นการยกระดับอุตสาหกรรมการผลิตขึ้นมาอีกหนึ่ง โดยมีการเปลี่ยนแปลงใน 2 ส่วนที่สำคัญคือการนำระบบสายพาน มาใช้ในสายการผลิตทำให้สามารถเพิ่มผลผลิตขึ้นมาได้อย่างมาก เห็นได้ชัดเจนในส่วนของอุตสาหกรรมยานยนต์ นำโดยค่ายรถยนต์ Ford และขยายออกไปสู่อุตสาหกรรมอื่นๆ สำหรับพลังงานที่ใช้ขับเคลื่อนเครื่องจักร ก็ได้ปรับเปลี่ยนจาก พลังงานไอน้ำ มาเป็นพลังานไฟฟ้า พัฒนาการทั้ง 2 ส่วน ทำให้อุตสาหกรรมสามารถผลิตสินค้าที่เหมือนๆ กันได้เป็นจำนวนมาก หรือที่เรียกว่า Mass Product

การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 หรือ Industry 3.0 เป็นยุคที่เริ่มนำคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้งานในอุตสาหกรรม และพัฒนาให้สายการผลิตที่เป็นอยู่ในยุค Industry 2.0 กลายเป็นสายการผลิตอัตโนมัติ มีการนำหุ่นยนต์เข้ามาใช้ในกระบวนการผลิต ทำให้สามารถเพิ่มผลผลิตขึ้นมาได้อีกระดับหนึ่ง และที่สำคัญ ทำให้สามารถผลิตสินค้าที่มีความซับซ้อนเพิ่มเติมขึ้นมาได้ แต่อย่างไรก็ตามการนำระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ในงานอุตสาหกรรมยังทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ และมีลักษณะที่เป็น Stand Alone โดยยังขาดการเชื่อมโยงระหว่างกัน

สำหรับการปฎิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 หรือ Industry 4.0 เป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบนเครือข่ายอินเตอร์เนต ที่ทำให้เกิดการเชื่อมโยงสื่อสารได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับภาคอุตสาหกรรม โดยทำให้มนุษย์ กับเครื่องจักร รวมถึง เครื่องจักร กับ เครื่องจักร สามารถเชื่อมต่อกันได้ หรือเป็นแนวคิดที่เรียกว่า Internet of Things ซึ่งน่าจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายประการทั้งในอุตสาหกรรม ตลอดจนรูปแบบการดำรงชีวิตของบุคคล ยกตัวอย่างเช่น

  • การผลิตสินค้าและบริการที่สามารถตอบสนองความต้องการเฉพาะของแต่ละบุคคลได้มากขึ้น และผลิตได้ด้วยต้นทุนที่ลดต่ำลง ด้วยปรับโรงงานให้เป็น Smart factory ผ่านการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น เทคโนโลยีการพิมพ์แบบ 3D ส่วนในภาคบริการ ก็จะทำให้บริการหลายประเภท ซึ่งที่ผ่านมาถูกสร้างเพื่อตอบสนองความต้องการกับสาธารณชน สามารถปรับให้ตอบสนองความต้องการของแต่ละบุคคลซึ่งไม่เหมือนกันได้ ที่เห็นได้ชัดในปัจจุบันก็เช่น การดูโทรทัศน์ ซึ่งในอดีตมีทางเลือกไม่มาก แต่ปัจจุบันนอกจากมีจำนวนช่องทีวีที่มากและหลายหลายขึ้นแล้วยังมี TV on Demand ในอนาคต ก็อาจะเป็นไปได้ว่า เราไปชมภาพยนตร์กับเพื่อนในโรงภาพยนต์เดียวกัน แต่สามารถที่จะชมภาพยนตร์คนละเรื่องกันได้ เป็นต้น
  • ความรวดเร็วในการตอบสนองความต้องการสินค้า ทำได้อย่างรวดเร็ว ตัวอย่างในเบื้องต้นที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบันก็เช่น การให้บริการทางการเงินผ่านคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งนอกจากจะรวดเร็วแล้วยังเสียค่าใช้จ่ายที่ต่ำลงมากด้วย เช่น การโอนเงินผ่าน Prompt Pay เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีระบบ Online Shopping หรือ TV Shopping ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว ส่วนในระบบอุตสาหกรรม การที่ Suppliers สามารถตอบสนองความต้องของโรงงานได้อย่างรวดเร็ว ก็น่าจะทำให้ภาระในการจัดเก็บสินค้าคงคลังลดลงไปได้มาก
  • การเชื่อมต่อระหว่าง Supply Chain ตลอดสาย ให้ทำงานสอดคล้องกับ Demand ซึ่งจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต และทำให้สินทรัพย์ที่มีประสิทธิภาพในการสร้างรายได้ที่ดีขึ้น อย่างเช่น ระบบการเรียกใช้บริการรถโดยสารผ่าน Application บนโทรศัพท์เคลื่อนที่ การนำห้องพักที่ว่างออกปล่อยเช่า และการจองห้องพัก ผ่าน Applications หรือบน Website เป็นต้น ซึ่งเป็นแนวทางที่ทำให้สินทรัพย์ที่มีอยู่ถูกนำมาใช้ทำประโยชน์ได้มากขึ้น และทำให้ผู้ใช้บริการเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
  • การเกิดขึ้นของธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งอาจทำให้ธุรกิจเดิมที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางต้องพบกับคู่แข่งที่น่ากลัว และหากไม่ปรับตัวก็อาจถูกขจัดออกไปจากวงจรธุรกิจ เนื่องจากเทคโนโลยีการสื่อสารที่ก้าวหน้าทำให้การติดต่อกันโดยตรงระหว่างผู้ขายสินค้า – บริการ กับผู้ซื้อสินค้า – บริการ พบกันง่ายขึ้น เช่น เกษตรกร สามารถขายผลผลิตโดยตรงให้กับผู้บริโภคได้ ผู้ที่ต้องการซื้อบ้าน – รถยนต์ ก็มีช่องทางที่จะเข้าติดต่อกับผู้ที่มีความต้องการได้โดยตรง และต่อไปธุรกิจการเงิน ที่เคยมีตัวกลางเชื่อมโยงระหว่าง ผู้ที่มีเงินทุนเหลือ กับผู้ที่ต้องการใช้เงินทุน บทบาทของตัวกลางก็อาจถูกลดทอนลงได้ในอนาคต หากไม่มีการปรัวตัว ทั้งนี้รวมถึงนายหน้าในการซื้อขายหลักทรัพย์ ซึ่งปัจจุบันพบว่าปริมาณการซื้อขายโดยตรงผ่านระบบอินเตอร์เนตมีมากกว่าการซื้อขายระบบเดิม

นอกจากที่กล่าวมาแล้วยังมีพัฒนาการอีกมากมายที่จะเกิดขึ้น ซึ่งจากนี้ไปต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะสิ่งที่จะเกิดขึ้นจะเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการผลิต – การค้าอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะมีทั้งผู้ที่ได้ประโยชน์ และเสียประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลง และหากมองในมุมของนักลงทุน ก็ต้องเตรียมตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงให้ดี ซึ่งมองในเชิงบวก ก็จะเป็นการสร้างโอกาสในการทำกำไรได้ในอนาคต แต่ขณะเดียวกัน หากขาดการเตรียมตัวที่ดีพอก็จะนำไปสู่ความเสี่ยงอย่างมากเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบัน

สำหรับประเทศไทยแล้ว การประกาศนโยบาย ประเทศไทย 4.0 หรือ Thailand 4.0 เพื่อที่จะยกเครื่องทุกภาคส่วนให้สามารถหน้าวิ่งไปข้างหน้าพร้อมกัน สู่เป้าหมายข้ามพ้นกับดักรายได้ปานกลาง โดยรัฐบาลออกมาตรการต่างๆ มาสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุน สร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการลงทุนผ่านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาคุณภาพการศึกษา เป็นต้น ถือเป็นเรื่องที่มีส่วนช่วยอย่างมากที่จะทำให้ภาพรวมของภาคอุตสาหกรรมในประเทศก้าวไปสู่การเป็นอุตสาหกรรม 4.0 ได้เร็วยิ่งขึ้น สำหรับในแง่มุมของบริษัทจดทะเบียน ประเมินว่าพัฒนาการที่จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาจากนี้ไป น่าจะเห็นการการเดินหน้าเข้าสู่วัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ โดยการลงทุนส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้น น่าจะเป็นเรื่องของระบบเทคโนโลยีที่จะเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน รวมถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าที่มีอยู่ ผ่านการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งการปรับตัวในช่วงที่เป็นรอยต่อในปัจจุบัน จะเป็นตัวชี้วัดว่าในอนาคต 10 – 20 ปีข้างหน้า ใครจะรุ่งโรจน์ หรือ ใครจะร่วงโรย


ที่มา : www.industrialnew.com

คพ.รับ “ผู้ทดสอบกลิ่น” ดมของเสียจากแหล่งมลพิษ

นางสุณี ปิยะพันธุ์พงศ์ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.)เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีปัญหาร้องเรียนเรื่องมลพิษที่เกิดจากโรงงานอุตสาหกรรมถึงร้อยละ 60 ซึ่งปัญหากลิ่นเหม็น จัดมีการ้องเรียนเป็นลำดับแรกมาตลอด และจากปัญหาดังกล่าวจึงเป็นที่มาของประกาศ เรื่อง “กำหนดมาตรฐานค่าความเข้มกลิ่นของอากาศเสียที่ปล่อยทิ้งจากแหล่งกำเนิดมลพิษ” ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2553 บังคับใช้กับโรงงานอุตสาหกรรม 23 ประเภท ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมที่ไม่มีการใช้สารเคมีอันตรายในการผลิต เนื่องจากวิธีตรวจวัดตามประกาศฯ กำหนดให้ใช้เป็นวิธีการดมกลิ่นด้วยจมูกของผู้ทดสอบกลิ่น เพื่อตรวจวิเคราะห์กลิ่น ซึ่งผู้ที่ทำหน้าที่ดมกลิ่นจะต้องผ่านการทดสอบและขึ้นทะเบียนจาก คพ.หรือหน่วยงานทีเกี่ยวข้อง

อธิบดี คพ.กล่าวต่อว่า คพ.จึงกำหนดวันทดสอบเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นผู้ทดสอบกลิ่น วันที่ 7 – 9 พฤษภาคม ที่ผ่านมานี้ ที่ห้องปฎิบัติการตรวจวิเคราะห์กลิ่นด้วยการดม อาคารห้องปฎิบัติการ ชั้น 4 คพ.

สำหรับผู้ที่สนใจที่มีอายุระหว่าง 18 – 60 ปี สมัครเข้าร่วมทดสอบ โดยต้องสามารถคัดแยกกลิ่นจากสารสกัดพื้นฐาน 5 กลิ่นให้ได้ก่อน ได้แก่

  • กลิ่นอุจจาระ
  • กลิ่นถุงเท้า
  • กลิ่นดอกไม้
  • กลิ่นผลไม้

ผูุ้ผ่านการทดสอบจะได้รับค่าตอบแทนครั้งละ 600 บาท

สมัครที่ส่วนมลพิษทางอากาศจากอุตสาหกรรม โทร.02-2985385อีเมล์ : aqmiap@gmail.com


ที่มา : ไทยรัฐ

5 คำแนะนำในการเลือกโรงงานผลิตเครื่องสำอางที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน

หลายคนอยากที่จะมีรายได้เสริม มีแบรนด์เครื่องสำอางเป็นของตนเอง ไม่ต้องกลัวแล้วคะ ปัจจุบันมีโรงงานรับผลิตเครื่องสำอาง คอยช่วยเหลือให้คำแนะนำในการสร้างแบรนด์ทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นคิดสูตร ออกแบบแพคเกจจิ้ง ผลิตเครื่องสำอาง หรือแม้กระทั่งดำเนินงานด้านจด อย. แทนเรา ทำให้คุณสามารถมีแบรนด์เครื่องสำอางได้ ซึ่งในบทความนี้เราจะมาแนะนำ 5 เทคนิคในการเลือกโรงงานรับผลิตเครื่องสำอาง อย่างไรให้มีคุณภาพและได้มาตรฐาน

1. เลื่อกโรงงานรับผลิตเครื่องสำอางที่ได้รับมาตรฐาน

หนึ่งในเคล็ดลับทำให้คุณสบายใจและผ่อนแรงลงไปได้มากเลยนั้นคือ การเลือกโรงงานรับผลิตเครื่องสำอางที่ได้รับมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานโรงงาน GMP , ISO และผ่านการรับรอง จดแจ้ง อย. ถูกต้อง เพื่อมั่นใจว่าแบรนด์เครื่องสำอางของคุณที่ผลิตออกมานั้น จะปลอดภัยหายห่วง ไม่มีปัญหาตามมาภายหลัง

2. สูตรเครื่องสำอางที่นำเสนอ ต้องไม่ซ้ำกันกับแบรนด์อื่น ๆ

หลายๆ คน อาจไม่เคยสังเกต หรือถามถึงต้นตอกำหนดผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่เราจะผลิตว่าเป็นสูตรใหม่ สูตรปรับปรุง หรือว่าสูตรเหมือนผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางอื่น ๆ ซึ่งการรับผลิตเครื่องสำอางที่ดีนั้นต้องใช้สูตรเพียงหนึ่งเดียว หรือของใครของคนนั้น เพราะด้วยกิมมิค หรือจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ หรือแต่ละแบรนด์ไม่เหมือนกัน ดังนั้น เราควรจะถามรายละเอียดในส่วนนี้ด้วย เพราะมีบางโรงงานรับผลิตอาหารเสริม ใช้วิธีนี้ในการรับผลิตเครื่องสำอาง ซึ่งเรียกว่าผลิตคงไม่ถูก ต้องเรียกว่าเป็นการแบ่งขายแล้วนำไปตีแบรนด์เองถึงจะถูก แนะนำให้สอบถามรายละเอียดให้ดี

3. คุณภาพวัตถุดิบที่นำมาผลิตเครื่องสำอาง

ข้อนี้สำคัญมาก ๆ เพราะถือเป็นส่วนสำคัญ แทบจะเรียกว่าหัวใจของผลิตภัณฑ์เลยก็ว่าได้ เพราะหากได้วัตถุดิบที่ดี คุณภาพของผลิตภัณฑ์ เราก็จะโดดเด่นยิ่งขึ้นไปด้วย และช่วยลดปัญหาตามมาภายหลัง ทั้งในเรื่องของอาการแพ้ หรือปัญหาอื่น ๆ อีกมากมาย ทำให้คุณมุ่งไปข้างหน้าได้โดยไม่ต้องพะวง

4. ให้คำปรึกษาหรือคำแนะนำดี อย่างผู้รู้จริง

เลื่อกโรงงานรับผลิตเครื่องสำอาง ที่ให้คำแนะนำเราอย่างผู้รู้จริง และดูแลเราทุกขั้นตอน เพราะความคาดหวังของเราคือมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแล และช่วยเหลือในการผลิตเครื่องสำอางทุกขั้นตอน เพราะหากเราได้โรงงานที่ดี จะได้ดูแลและให้คำแนะนำอย่างจริงใจ ทำให้คุณเหมือนมีลูกน้องอีกเป็นร้อยๆ คนในการสร้างแบรนด์

5. มีกำหนด Timeline ผลิตเครื่องสำอางอย่างชัดเจน

การทำอะไรซักอย่างให้เสร็จบรรลุเป้าหมายนั้น ต้องมีระยะเวลา การจ้างโรงงานรับผลิตเครื่องสำอางก็เช่นกันขณะก่อนตกลงเซ็นสัญญา ให้ถามแผนการดำเนินงาน เพื่อให้เราทราบ ระยะเวลาที่เราจะเตรียมตัว ในการดำเนินงานด้านอื่น ๆ ต่อ เช่น การตลาด การโปรโมท เป็นต้น

เป็นอย่างไรบ้างค่ะ เริ่มต้นจาก 5 ข้อนี้ก่อนเลือกโรงงานรับผลิตเครื่องสำอาง ก็จะทำให้คุณได้โรงงานผลิตที่มีคุณภาพแล้ว ที่เหลือก็สามารถสอบถามคำแนะนำจากโรงงานได้เลยนะค่ะ

ชี้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารยังเติบโตได้ แต่ต้องรักษามาตรฐานคุณภาพต่อเนื่อง

TMB Analytics ชี้ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารยังเติบโตได้ แต่ต้องรักษามาตรฐานคุณภาพต่อเนื่อง แนะใช้การวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มากขึ้นเพื่อตอบโจทย์ด้านสุขภาพของผู้บริโภค

ธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารเสริมหมายถึง กลุ่มอาหารเสริมพร้อมดื่ม อาหารเสริมควบคุมน้ำหนัก ผลิตภัณฑ์ผสมวิตามินและสมุนไพร ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากความต้องการตามเทรนด์รักษ์สุขภาพของผู้บริโภคประกอบช่องทางการซื้อขายในปัจจุบันสามารถทำได้ง่ายผ่านช่องทางออนไลน์

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี หรือ TMB Analytics ศึกษาโครงสร้างรายได้และการแข่งขันของธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารเสริมของไทยพบว่าเป็นธุรกิจที่เติบโตต่อเนื่องและทำกำไรได้ค่อนข้างดี โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเติบโตเฉลี่ย 10%ต่อปี และธุรกิจนี้ยังสามารถทำอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ได้ค่อนข้างสูงประมาณ 40-50%ต่อรายได้ จากข้อมูลบริษัทที่ประกอบธุรกิจอาหารเสริมของไทยที่จดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ในปี 2560 พบว่ามีรายได้รวมอยู่ที่ 8.7 หมื่นล้านบาท มีผู้ประกอบการจำนวนกว่า 6,300 ราย โดยเจ้าตลาดเป็นของผู้ประกอบการรายใหญ่เพียง 10 ราย ซึ่งกินส่วนแบ่งตลาดไปแล้วกว่า 60%